Friday, February 7, 2014

บัตรเครดิต...กับการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ใช้มากมายแม้แต่ในเรื่องการจ่ายเงินเราก็มีเทคโนโลยีบัตรเครดิต

มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะขึ้นแต่ความรู้สึกลำบากในการใช้ชีวิตกลับมีมากขึ้น..เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ

ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเราไม่จด...เมื่อเราไม่จดก็จะนำมาซึ่งการไร้ซึ่งแผนการเงิน

สิ่งหนึ่งของการสร้างความร่ำรวยคือการจดบันทึกรายรับรายจ่าย

เวลาเราใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต เราควรจะจดบัญชีอย่างไร?

สำหรับนักบัญชีก็คงไม่ยากที่จะเข้าใจระบบบัญชีส่วนบุคคล อยู่ที่ว่าเค้าจะทำบัญชีตัวเองหรือปล่าว

แต่สำหรับบุคคลในอาชีพอื่นอาจไม่รู้ว่าจะจดอย่างไร

ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เราซื้อโทรศัพท์มือถือราคา 20,000 บาทด้วยบัตรเครดิตเราจะมีขั้นตอนธุรกรรมทางการเงินเป็นแบบนี้ครับ

ตอนแรก



มีเงินอยู่ 5,000 บาทและหนี้บัตรเครดิตยังไม่มีเลยซักบาท แสดงว่าเรามี Book Value ของตัวเองเท่ากับ 5,000 บาท

ขั้นตอนที่ 2

เอาบัตรเครดิตรูดซื้อโทรศัพท์มือถือราคา 20,000 บาท เปรียบเสมือนเราวิ่งไปที่ธนาคารขอกู้เงิน 20,000 บาทมาเป็นเงินสดในกระเป๋าตัง ตอนนี้เรามีเงินสดในกระเป๋าตัง 25,000 บาทและมียอดหนี้ 20,000 กับบัตรเครดิต Book Value ของตัวเองคือ 5,000 บาทเหมือนเดิม

ขั้นตอนสุดท้าย

เราเอาบัตรเครดิตคืนมาพร้อมกับเซ็นลายเซ็นบนSlip. เราก็ได้โทรศัพท์มือถือมาครอบครอง สังเกตว่าเราก็ยังมีBook value คือ 5,000 บาทเหมือนเดิม

สรุปคือ
คนที่ดูบัญชีเป็นน่าจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายต่อๆไปที่จะลงในบัญชีคืออะไร (ค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยบัตรเครดิตไงล่ะ!!)



Friday, January 17, 2014

ความจริงที่เกิดขี้นกับเหตุผลที่คนรวยต้องทำบุญ

ผมจะเล่าเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ให้ฟังเพื่อเสริมความเป็นเหตุเป็นผลของหัวข้อเรื่อง

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นการยกขึ้นมาจากประสบการณ์ในชีวิตของตัวเอง ผมไม่ได้ต้องการที่จะพาดพิงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเสียหายหรือขุ่นข้องแต่อย่างใดครับ

เรื่องแรกจะทันสมัยกับเหตุการณ์บ้านเมือง(เดือนมกราคมปี 57)คือเหตุการณ์ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองปิดถนนที่พวกเราต้องใช้เดินทางไปทำงาน ในเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เดินทางสัญจรไม่สามารถเดินทางบนท้องถนนได้ทำให้ผู้คนเริ่มใช้รถสาธารณะประเภทรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT แทน  สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้ประโยชน์ก็คือรถไฟฟ้าทั้ง 2 เจ้า(คือมีรายได้จากคนขึ้นรถมากขึ้น) เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ผมขอถามครับ มีผู้ใดเสียเงินหรือรายได้บ้างจากเหตุการณ์นี้?? แน่นอนก็คือคนขับรถ Taxi ครับ อันนี้ชัดเจน

เรื่องที่ 2 เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น(อันนี้ก็ทันสมัยเหมือนกันเพราะหุ้นลงแรงเหลือเกินในช่วงเดือนมกราคมปี 57) ในตลาดหุ้นจะมีผู้ที่ได้เงินจากการทำกำไรโดยการขายหุ้นโดยมีราคาตลาดสูงขึ้น และในทางกลับกันจะเกิดการขายหุ้นได้สมบูรณ์ต้องมีคนซื้อหุ้นเราไปด้วย ลองนึกภาพว่าหลังจากที่นาย A ซื้อหุ้นที่ 10 บาทพอราคาเป็น 12 บาทนาย A ก็ขายให้นาย B นาย B ถือหุ้นไป 2 วันราคาตกไปเหลือ 10 บาท นาย B ขายตัดขาดทุนกลับมาให้นาย A อีกรอบหนึ่ง(นี่เป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติครับ ในตลาดหุ้นนาย A กับ นาย B ไม่ได้ซื้อหุ้นนั้นกันอยู่ 2 คนหรอก)จะเห็นได้ว่าเงินภายในระบบไม่ได้หายไปไหน มันมีอยู่เท่าเดิมนั่นแหละเพียงแต่เงิน 2 บาทถูกโยกจากนาย B มาสู่นาย A เพียงเท่านั้น

เรื่องที่ 3 เป็นการขายระบบป้องกันน้ำท่วม ขอถามหน่อยว่ารัฐบาลจะซื้อระบบนี้หรือไม่ถ้าน้ำไม่ท่วม คำตอบคือไม่ซื้อ สมมุติว่าบริษัทหนึ่งไม่เคยขายระบบป้องกันน้ำท่วมได้เลยหลังจากทำตลาดมาตั้ง 2 ปี แต่พอมาปีหนึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ บริษัทนี้จึงขายระบบได้อย่างเทน้ำเทท่า ผมถามหน่อยครับเหตุการณ์ครั้งนี้แน่นอนผู้ได้ประโยชน์คือตัวบริษัทเองแล้วผู้เดือดร้อนหรือเสียเงินล่ะมีหรือไม่ คำตอบก็คือประชาชนที่บ้านถูกน้ำท่วมยังไงล่ะ!!

เหตุการณ์ทั้ง 3 เป็นตัวอย่างที่บอกว่าทุกครั้งคนที่รวยที่ได้ผลประโยชน์บางอย่างมักจะได้ประโยชน์นั้นจากความลำบากของผู้อื่นเสมอ ถ้าผู้ใดเคยเรียนวิทยาศาสตร์หรือว่าฟิสิกส์มาก่อนจะเข้าใจคำว่า "กฎการอนุรักษ์พลังงาน" คือพลังงานในระบบปิดหนึ่งๆจะไม่หายไม่ไหนเลย(ต้องขออภัยถ้าพูดถึงกฎนี้ผิดเนื่องจากผู้เขียนเรียนเรื่องนี้มานานแล้วครับ)

ผมเคยเจอคนที่ล้มเหลวในตลาดหุ้นท่านหนึ่งและได้มีโอกาสพูดคุยถึงประสบการณ์ของเขา บุคคลท่านนั้นได้สอนผมว่าคนไม่เคยเจ๊งไม่รู้ความรู้สีกของคนเจ๊งหรอก ท่านผู้นั้นสอนผมอีกว่าจงนำเงินกำไรนั้นคืนสู่สังคมเสมอเพราะมีผู้คนที่ลำบากเพราะเราอยู่ การทำบุญนั้นจะช่วยให้เรารำลึกถึงเขาและช่วยเตือนสติเราได้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมครับ...

Tuesday, December 3, 2013

รวยจริง...รวยไม่จริง...บุญเก่า

เป็นบทความที่จะสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ยังไม่รวย เพราะแท้ที่จริงแล้วมันมีคำว่า"บุญเก่า" มาเป็นตัวแปรสำคัญ พร้อมทั้งยังแนบเนื้อเรื่องที่ดูมีเหตุผลและเป็นรูปธรรมมากที่บอกทิศทางของการเป็นมหาเศรษฐีของคนคนหนึ่งซึ่งต้องอาศัยตัวแปรอีกหนึ่งตัวนั่นก็คือ "เวลา"

คนเรามักจะพูดในสิ่งต่างๆเพื่อให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอเช่น "การจะรวยได้ต้องมีดวงเป็นส่วนใหญ่" , "การจะรวยเราต้องทำเลวและไร้จริยธรรม" เป็นต้น

จริงเหรอ?? ที่เราต้องอาศัยดวงและต้องเป็นคนเลว

การมีดวงผมไม่เถียงแต่ผมถือว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องบุญเก่าของเราครับ...แต่เรื่องราวของการเป็นคนเลวแล้วรวย อันนี้ผมยังไม่สามารถหาเนื้อเรื่องที่เป็นรูปธรรมมาอธิบายได้เลย ซึ่งคนเลวที่รวยก็มักจะรวยได้ไม่เท่าไหร่ อาจจะติดอันดับที่ 5,000,000 ของไทยมั้งครับ

ผมคิดว่าสิ่งที่พูดกันเหล่านี้เป็นกระบวนการปกป้องตัวเองของมนุษย์ เป็นการหาข้ออ้างเพื่อบอกเป็นนัยๆว่า"เหตุผลที่เราไม่รวยเพราะเราเป็นคนดี" หรือบอกเป็นนัยๆว่า"จริงๆแล้วเราเป็นคนมีความสามารถเพียงแต่เราไม่มีดวง" สิ่งเหล่านี้ที่ตนเองคิดก็เข้าเกณฑ์การถือตัวถือตนอีก(การชมตัวเอง) หรือการมีอัตตานั่นเอง (อ่านเพิ่มเติมเรื่องอัตตาได้ที่: อัตตาของมนุษย์กับความมั่งคั่ง(2))

จำเรื่องราวของประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่งในหัวข้อ ความแตกต่างระหว่างความประหยัดและความงก(3) ได้ไหมครับ??ที่บอกว่านอกจากใช้เงินตัวเองคุ้มค่าแล้วเรายังใช้สิ่งที่ยืมมาจากคนอื่นมาเพิ่มประสิทธิภาพส่วนทุนของเราได้ด้วย  หัวข้อนั้นถือว่าเป็นขั้น Advance ของการใช้เงินประหยัดนะครับ

นั่นแหละคือหลักปฏิบัติตลอดชีวิตของผู้ที่จะสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงครับ เพียงแต่เราต้องมีความรู้ทางด้านการเงินเพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินสดให้มีเหลือเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้นๆให้ได้ตลอดเวลา 

ผมขอยกตัวอย่างคนรวยจริงกับรวยไม่จริงให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งถ้าเราเห็นตัวอย่างนี้แล้วผมเชื่อว่าจะทำให้เรามีความอิจฉาคนรวยน้อยลง และ เข้าใจธรรมชาติของความรวยมากขึ้น

ตัวอย่างแรก

นาย A เป็นคนที่บ้านยากจนแต่มีความขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ เริ่มทำงานเมื่อตอนอายุ 18 ปี ต่อมาพ่อแม่นาย A ตายตอนเขาอายุ 20 ปี และทิ้งมรดกไว้ให้ 20,000 บาท เขามีเงินเก็บอีก 5,000 บาท จึงเอามารวมกันและสร้างธุรกิจเล็กๆขึ้นมาอันหนึ่ง

นาย A ใช้เงินอย่างประหยัดและกู้เงินเพิ่มเติมมาลงทุนในธุรกิจ 

เมื่ออายุได้ 35 ปี(ผ่านไป 15 ปี) เขามีลูกคนแรก และธุรกิจที่เขาทำมีมูลค่า 385,175 บาท เนื่องจากธุรกิจที่เขาทำสร้างความมั่งคั่งให้เขา 20 %ทบต้นทุกปี

เขาสอนลูกให้ใช้เงินเป็นตลอดระยะเวลา 20 ปีต่อมา(นาย A อายุ 55 ปี) เขาก็ตาย โดยทิ้งมรดกให้ลูกเขาไว้ 14,766,706 บาท ซึ่งเกิดจากการทบต้นของผลตอบแทน 20% ต่อปี โดยจากความมั่งคั่งนี้ทำให้พ่อของเขาอยู่ในทำเนียบคนที่รวยที่สุดในไทยที่อันดับที่ 504,930

ลูกของเขาอายุ 20 ปีมีมรดกเริ่มต้น(ทุนเก่า) อยู่เกือบ 15 ล้านบาทก็เริ่มสร้างธุรกิจของพ่อเขาต่อไปอีก 35 ปี ซึ่งตอนที่เขาอายุ 55 ปีเท่ากับตอนที่พ่อเขาตาย ธุรกิจก็มีมูลค่า 8,722,223,923 บาท ลูกของเขาเลยกลายเป็นคนที่รวยติดอันดับ 7 ของไทยไปครับ

ตัวอย่างที่ 2 

ผมขอเริ่มที่ว่านาย B ตอนอายุ 20 ปีมีสมบัติและบริษัทเก่าของพ่อมูลค่า 15 ล้านบาทให้บริหารต่อครับ นาย B ไม่ได้ฝึกการบริหารการเงินที่ดีเลยไม่รู้ถึงหลักการใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วง 35 ปีหลังจากนี้นาย B ดูเป็นคนรวยมากใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่เคยทำบุญ ไม่เลี้ยงลูกน้อง บริษัทที่ดูอยู่ไม่เติบโต ผ่านไป 35 ปี ทำให้มูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 10 ล้านบาทน้อยกว่าเดิมอีก

สิ่งที่น่าสังเกตจากนิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้ 

  1. เราจะมีเงินเยอะหรือว่าน้อยไม่ได้เป็นตัวกำหนดค่าของตัวเราเอง...มันอยู่ที่ความคิดและการกระทำที่ตัดสินว่าเราเป็นคนรวยหรือไม่ แต่ที่เรามีเงินน้อยอยู่มันก็เป็นเพียงแค่มี"ทุนเดิม(บุญเก่า)" และ "เวลา"ให้เราสั่งสมยังไม่เพียงพอ
  2. นึกถึงตัวเองไว้ว่า Generation ของเราเป็นยุคนาย A หรือว่ายุคพ่อแม่ของนาย A เพราะถ้าเป็นยุคพ่อแม่ของนาย A ผมก็ไม่มีนิยามให้คุณแล้ว
  3. สังเกตจากตัวอย่างแรก...ถ้าพวกเราที่ยังไม่รวยเปรียบเสมือนอยู่ในช่วงที่เป็นยุคนาย A ของตัวอย่างที่ 1 ล่ะ...พวกเราแค่มีทุนเก่าหรือบุญเก่าไม่เยอะเพียงพอที่จะทำให้รวยที่สุดในประเทศเท่านั้นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไม่รวยเลยในช่วงชีวิตนี้...ศึกษาเรื่องการเงินไว้ครับ
  4. แค่เพียงใช้เงินกับใช้เวลาให้คุ้มค่าเราก็จะมี speed ความรวยที่เร็วขึ้น
  5. ผมถือว่านาย A ตอนอายุ 20 ปีในตัวอย่าง 1 เป็นคนรวยจริงและนาย B ตอนอายุ 20 ปีในตัวอย่าง 2 เป็นเพียงคนรวยไม่จริงคนหนึ่ง แม้ว่าจำนวนเงินที่เรามาเปรียบเทียบกันนั้นห่างชั้นกันมากเหลือเกิน....อีกครั้งนึงครับมันอยู่ที่ความคิดของคนครับว่าจะเจ๋งไม่เจ๋ง ไม่ได้อยู่ที่เค้ามีเงินหรือว่าไม่มี
  6. บางคนบอกว่าเรื่องของผมไม่เข้าข่ายกับเรื่องราวของคนที่รวยแต่เด็กอย่างเช่น Mark Zuckerberg ผมจะบอกความลับให้ครับว่าทำไม Mark ถึงรวย เพราะ Mark มีบุญเก่านั่นคือสมองของเค้าไง!!! ทรัพย์สินที่ทำให้เค้ามีสัดส่วนหุ้นของ Facebook ก็คือเค้าเป็นคนอัจฉริยะซึ่งเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งซึ่งคนอื่นยอมรับในทรัพย์สินนี้จึงตีมูลค่าออกมาเป็นสัดส่วนหุ้นที่เค้ามีนั่นเอง(ถ้าตอนตั้งบริษัทเค้าไม่นับความฉลาดของ Mark เป็นทรัพย์สิน Mark ก็จะไม่มีหุ้นส่วนนั้นๆครับ)
  7. คนรวยที่พวกเราไปหาว่าเค้าเป็นคนไม่ดีและชอบดูถูกคน...อย่าไปคิดอย่างนั้นเพราะคนพวกนั้นเป็นคนรวยไม่จริงที่เพียงแค่มีบุญเก่ามาใช้เท่านั้น..การเป็นคนไม่ดีของเค้าก็เป็นตัวกำหนดทิศทางที่เค้าจะสร้างบุญใหม่ว่าจะยิ่งใหญ่ได้มากขึ้นแค่ไหน
ผมขอจบ blog ด้วยการถามให้คิดอย่างหนึ่งละกันครับว่าผมเคยบอกหรือไม่ครับว่าผมจะแนะนำวิธีการสร้างเงิน????

ไม่เลยครับ ผมมีแต่บอกว่าสร้างความมั่งคั่งหรือความรวย...จะถามคำถามนี้ทำไม??? ถามทุกคนเพื่อให้รู้ว่าผมไม่ได้ตัดสินความรวยหรือความมั่งคั่งของคนที่เงินไงครับ และก็อยากให้ทุกคนคิดอย่างนั้นเหมือนกันเพราะว่าถ้าเราจะสร้างเงินเพื่อให้เรามั่งคั่ง เราทุกคนจะมีวิธีการที่ไม่สุจริตและไม่สร้างสรรค์อีกเยอะที่สร้างเงินให้แต่เราจะไม่ได้ทรัพย์สินอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินอีกเลยเช่น รูปปั้นตัวเราเมื่อตาย จำนวนคนที่รักเรา ครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้น

"อย่าเทิดทูนคนรวยมากเกินไปจนดูเหมือนตัวเองต่ำกว่า เรามีดีของเราเองเพียงแต่ทุนเดิมน้อยกว่าก็เท่านั้นเอง"  สู้ครับพี่ๆน้องๆทุกคน



Sunday, December 1, 2013

ทำไมไม่ถือหุ้นให้ยาวในเมื่อมันมีข้อดีขนาดนี้!!!!!!

เคยสงสัยว่าคนที่ลงทุนระยะยาวแบบซื้อหุ้นแล้วไม่ค่อยขายอย่างที่ Buffett ทำเค้าจะรวยได้อย่างไรป่าวครับ?? ในช่วงแรกที่ลงทุนในตลาดหุ้น ผมสงสัยในวิธีการนี้มาก โดยเฉพาวิธีการที่แนะนำว่าให้ถือหุ้นไปเรื่อยๆแม้ว่าหุ้นจะลงมาแรงๆก็ยังคงถือต่อไปอันนี้แหละที่ผมสงสัยที่สุดก็ถ้าเราไม่ขายแล้วเมื่อไหร่จะรวย

จนผมค้นพบความ connection กันระหว่างกฎข้อต่างๆที่ Buffett บอกไว้.....ผมขออธิบายเหตุการณ์ของการซื้อหุ้น 2 บริษัทตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

ปล.ในตัวอย่างทั้ง 2 มีการคำนวณพอสมควรโดยผมจะคำนวณปีที่ 1 - 4 ด้วยการเถือกธรรมดา แ้ล้วจะใช้สูตรคำนวณมูลค่าที่ทบต้นทบดอก ในปีที่ 10 อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะเข้าใจได้ซะทีสำหรับคนที่จะลงทุนนะครับนั่นคือ ROE

บริษัท A(Super stock และซื้อที่ราคากลางๆไม่ถูกเท่าไหร่)

มีคุณสมบัติ 3 ข้อดังนี้
1. ROE(กำไรหารด้วยมูลค่าทางบัญชี) 30 % ต่อปีโดยเฉลี่ย 10 ปีหลังสุด
2. P/BV (ราคาตลาดต่อหุ้น/มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น) ณตอนนั้น คือ 3 (สมมุติว่าบริษัทนี้มีมูลค่าทางบัญชีเท่ากับ 1 และมีราคาที่ขึ้นอยู่บนตารางหุ้นเท่ากับ 3 นั่นเอง)
3.ไม่ให้ปันผลเลย 10 ปีต่อจากนี้(กำไรที่ได้จะเอาไปลงทุนต่อตลอดเวลา 10 ปีต่อไป)

ผมตัดสินใจซื้อหุ้นA 1 หุ้นแล้วถือไว้ 10 ปีลองมาดูกันครับว่าความรวยผมจะเป็นอย่างไร
สิ้นปีที่ 1 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 30% * 1 = 0.3  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1+0.3 =1.3 บาท ผมซื้อไว้ 3 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 10%(0.3 บาทเทียบกับราคา 3 บาทที่ซื้อ)
สิ้นปีที่ 2 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 30% * 1.3 = 0.39  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1.3+0.39 =1.69 บาท ผมซื้อไว้ 3 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 23%(0.69 บาทเทียบกับราคา 3 บาทที่ซื้อ)
สิ้นปีที่ 3 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 30% * 1.69 = 0.51  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1.69+0.51 =2.2 บาท ผมซื้อไว้ 3 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 40%(1.2 บาทเทียบกับราคา 3 บาทที่ซื้อ)
.......................
.......................
.......................  
สิ้นปีที่ 10 หุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1* (1.3^10) =13.79 บาท ผมซื้อไว้ 3 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 426%(12.79 บาทเทียบกับราคา 3 บาทที่ซื้อ)

บริษัท B(หุ้นธรรมดาแต่ราคาถูก)

มีคุณสมบัติ 3 ข้อดังนี้
1. ROE(กำไรหารด้วยมูลค่าทางบัญชี) 10 % ต่อปีโดยเฉลี่ย 10 ปีหลังสุด
2. P/BV (ราคาตลาดต่อหุ้น/มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น) ณตอนนั้น คือ 1 (สมมุติว่าบริษัทนี้มีมูลค่าทางบัญชีเท่ากับ 1 และมีราคาที่ขึ้นอยู่บนตารางหุ้นเท่ากับ 1 นั่นเอง)
3.ไม่ให้ปันผลเลย 10 ปีต่อจากนี้(กำไรที่ได้จะเอาไปลงทุนต่อตลอดเวลา 10 ปีต่อไป)

ผมตัดสินใจซื้อหุ้นB 1 หุ้นแล้วถือไว้ 10 ปีลองมาดูกันครับว่าความรวยผมจะเป็นอย่างไร
สิ้นปีที่ 1 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 10% * 1 = 0.1  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1+0.1 =1.1 บาท ผมซื้อไว้ 1 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 10%(0.1 บาทเทียบกับราคา 1 บาทที่ซื้อ)
สิ้นปีที่ 2 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 10% * 1.1 = 0.11  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1.1+0.11 =1.21 บาท ผมซื้อไว้ 1 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 21%(0.21 บาทเทียบกับราคา 1 บาทที่ซื้อ)
สิ้นปีที่ 3 หุ้นตัวนี้ทำเงินได้ = 10% * 1.21 = 0.12  บาท และหุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1.21+0.12 =1.33 บาท ผมซื้อไว้ 3 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 33%(0.33 บาทเทียบกับราคา 1 บาทที่ซื้อ)
.......................
.......................
.......................  
สิ้นปีที่ 10 หุ้นตัวนี้มีมูลค่าทางบัญชีใหม่เป็น = 1* (1.1^10) =2.59 บาท ผมซื้อไว้ 1 บาทดังนั้นผมเหมือนรวยขึ้น เท่ากับ 159%(1.59 บาทเทียบกับราคา 1 บาทที่ซื้อ)

สรุป

  1. "ซื้อหุ้นดีมากที่ราคากลางๆดีกว่าซื้อหุ้นธรรมดาราคาถูก"(ที่มา:FORBES)   ลองดูตัวเลขจากบริษัทที่ยกตัวอย่างมาแล้วคำนวณตัวเลขด้วยวิธีการเดียวกันไปต่ออีก 10 ปี(สิ้นปีที่ 20)แล้วดูความแตกต่างของทั้่ง A และ B............เห็นพลังการทบต้นหรือปล่าว??
  2. จากตัวอย่างของบริษัท A ให้ลองเปลี่ยนเป็นว่าคุณซื้อมันที่ราคาแพงกว่านั้นเยอะๆเช่น 6 บาท..............เห็นพลังจากการซื้อถูกหรือปล่าว??
  3. จากตัวอย่างเห็นผมพูดถึงราคาตลาดระหว่างที่ถือหุ้นอยู่บ้างรึเปล่า??ไม่มีเลย!!!!.....ไม่แน่ตอนปีที่ 10 อาจจะมีราคาตลาดที่มี P/BV = 3 ก็เป็นได้(ราคาตลาด 40 บาทต่อหุ้น)
  4. จากตัวอย่าง...คุณเห็นความรวยที่แท้จริงของการถือหุ้นระยะยาวบ้างหรือไม่อ่ะ???
  5. "หุ้นในตารางตัวนั้นอ่ะแพงจัง ราคาตั้ง 300 บาทต่อหุ้นแน่ะ" หรือ "หุ้นตัวนั้นถูกจังหุ้นนึงแค่ 1 บาทเอง".........การตัดสินความถูกความแพงของหุ้นมันไม่ได้ดูที่ตรงนั้นเลยนะครับ  สังเกตหรือไม่ว่าผมใช้อะไรตัดสินความถูกแพงในที่นี้.... P/BV ไง!!!

จบครับ....เห็นตัวอย่างแล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่า"โห!!!การจะรวยมันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ??" จริงๆแล้วมันมีความเสี่ยงที่ว่า"แล้วถ้าบริษัท A มันไม่ได้ทำผลงานดีอย่างนี้ต่อไปล่ะ?"....ผมจะไม่อธิบายต่อแล้วครับเนื่องจากคุณ Buffett และดร.นิเวศน์ได้สอนวิธีการเลือกหุ้นดีๆไว้และตั้งเป็นกฎให้เราไว้มากมายครับ..ลองไปศึกษาต่อเองดู

ถ้าเป็นผมเลือกธุรกิจ ผมจะเลือกบริษัทที่ KISS....Keep It Simple and Stupid(เราเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ชีวิตสบายชิวๆ)

Thursday, November 28, 2013

ถ้าจะลงทุนต้องพัฒนาทัศนคติ

"จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว และจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ" say Buffett(ที่มา: http://www.goodreads.com/quotes/29255-be-fearful-when-others-are-greedy-and-greedy-when-others)

เป็นคำพูดที่ถูกต้องในโลกของการลงทุนเพราะอะไร? เพราะเมื่อคนอื่นกลัวกันหมดแล้วพาหนีออกจากตลาดหุ้นจึงทำให้ราคาหุ้นร่วงลงก่อให้่เกิดโอกาสทางการลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต แต่อย่าเข้าใจลุง Buffett ผิด จริงๆแล้วเราไม่ควรมีความโลภทุกขณะที่ลงทุนเลย ผมคิดว่า Buffett แค่พูดไปในลักษณะเปรียบเปรยให้เราอย่ากลัวมากจนเกินเหตุเวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำเพราะแท้ที่จริงนั่นแหละคือจังหวะที่ดีที่สุดของการลงทุนระยะยาว

การมีทัศนคติที่ดีเป็นสิ่งหนึ่งที่แยกนักลงทุนธรรมดากับนักลงทุนทั่วไปออกจากกันที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะตำราการลงทุนที่ไหนก็จะบอกเหมือนๆกันว่าความฉลาดทางอารมณ์นี่แหละคือสิ่งสำคัญมากสุดๆในการลงทุนทุกประเภทไม่ใช่เฉพาะในตลาดหุ้น (แต่หุ้นสามารถซื้อขายได้ง่ายในปัจจุบัน เป็นการลงทุนที่เอื้อมถึงได้ง่ายที่สุด)

การฝึก EQ คือสิ่งที่พูดง่ายทำยากมาก ผมเป็นพวก Realist ผมเข้าใจดีว่ามันยาก แต่ผมมองว่ามันแอบเป็น Challenge หนึ่งที่สำคัญในชีวิตของผมที่ได้ถ่ายทอดวิธีการมีทัศนคตินี้

เป้าหมายใหญ่ที่สุดของผมคือ share วิธีการปรับทัศนคติที่ง่ายที่สุดซึ่งทำได้จริงที่ฝึกความฉลาดทางอารมณ์เพื่อเอาไว้ใช้ในการลงทุนให้มีความสุข ส่วนจะรวยหรือไม่รวยนั้นขึ้นอยู่ปัจจัยอื่นอีกมากมายซึ่งผมไม่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านั้นได้หมด แต่ถ้าฝึกทัศนคติแล้วแน่นอนเหมือนกับจบหลักสูตรการลงทุนไปครึ่งหนึ่งแล้ว

การฝึก EQ เป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลานานแสนนานที่จะฝึกจนเก่ง ขึ้นอยู่กับบุญเก่าที่แต่ละคนมี(เนื่องจากบุญเก่าที่มีทำให้แต่ละคนมีปัญญาไม่เท่ากันในการจัดการอารมณ์ตนเอง) 

จริงๆแล้วหนังสือที่สอนการลงทุนมีมากมายในตลาดก็มีสอนเรื่องทัศนคติอยู่แล้วแต่ก็อย่างที่บอกคือถึงเวลาจริงแล้วเราทำไม่ได้หรอกเพราะเราไม่มีพลังสติมากพอที่จะรู้ว่าขณะนั้นเรากำลังมีทัศนคติที่แย่อยู่ และหนังสือที่สอนการลงทุนก็กล่าวประเด็นนี้ละเอียดแบบสุดๆไม่ได้เพราะหนังสือนี้มันคือหนังสือสอนการลงทุน ไม่ใช่หนังสือสอนธรรมะ!! ถ้าใช้เวลาสอนธรรมะเยอะเกินไปมันจะไม่ดีต่อผู้อ่านเพราะว่าผู้อ่านเค้าต้องการประเด็นเรื่องการลงทุน

อย่างไรก็ตามถ้าผมจะไม่บอกสูตรสำเร็จไว้บ้างในหัวข้อนี้คนที่อ่านก็อาจจะด่าผมได้ว่าให้อ่านตั้งนานเล่นไม่บอกอะไรเลยอะไรแว้....ผมขอคิดแป๊บนึงครับ....... เอางี้ละกันผมขอเลือกให้คุณ.....

ตัดความโลภทิ้งซะ!!! 

ความโลภนี่แหละคือสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของการตัดสินใจผิดพลาดทางด้านการลงทุนแทบจะร้อยทั้งร้อย ความโลภนี่แหละทำให้เราหน้ามืดตามัว บทความต่อไปของผมก็จะเป็นแนวทางในการตัดความโลภของเราทิ้ง คอยติดตามต่อใน BLOG หน้าครับ  ถ้าคิดที่จะสร้างความมั่งคั่ง...อย่าโลภ!!!



ถ้าคิดที่จะสร้างความมั่งคั่ง...อย่าโลภ!!!

ในบทความที่แล้ว ถ้าจะลงทุนต้องพัฒนาทัศนคติ นั้นมีได้เกริ่นไปว่าความโลภคือนิสัยแรกที่เราอยากให้ปรับลดลง

ผมเคยแนะนำเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ใช่นักลงทุนให้ซื้อหุ้นตัวหนึ่ง(เดี๋ยวนี้ผมจะไม่ทำอย่างนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น..อย่าถามว่าตัวไหนดี!!!) ผมได้คำตอบเค้ากลับมาว่า "กูคิดใหญ่ว่ะ กูว่่าถ้าซื้อหุ้นกูก็อยากให้มันได้กำไรแบบ 4-5 เท่า" ผมถึงกับเลิกคุยและคิดในใจว่า
  • คนไม่เคยลงทุนจริงอย่าไปคุยกับเค้าเยอะ-เพราะคนเหล่านี้เป็นพวกทฤษฎีจ๋า เป็นพวกไม่เคยเจอสถานการณ์การลงทุนจริงๆ มักจะมีหลักการมากมายแต่ให้ไปทำจริงก็ทำไม่ได้หรือไม่ก็ไม่เคยเริ่มลงมือทำจริงซะที หลายๆคนไม่มีธรรมะในใจ และคนพวกนี้หลายคนไม่ใช่คนที่จะให้กำลังใจเราเมื่อเราตัดสินใจลงทุนผิดพลาด
  • คนที่มีความโลภหวังที่จะให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ- เชื่อเหอะว่าเจ๊งทุกราย เหมือนกับคนที่อยากได้อะไรจะไม่ได้สิ่งนั้่นแต่ พอเราไม่หวังแล้วเราก็กลับได้มัน มันเป็นความจริงของโลกเราครับ
  • ไม่ใช่การหวังกำไรเยอะคือการคิดใหญ่นะครับ- คนที่ีรวยและคิดช่วยเหลือผู้อื่นต่างหากคือคนคิดการใหญ่ในความคิดผมนะ
นักลงทุนมักจะเจอเหตุการณ์เหล่านี้กระตุ้นให้เราโลภ ผมขอแยกเป็น 4  กรณีที่เห็นบ่อย
     
     1. กลัวพอไม่ได้ซื้อหุ้นแล้วจะเหมือนตกรถเพราะเค้าไปไหนต่อไหนแล้วแต่เรายังอยู่ที่เดิม
         อันตรายจากการคิดแบบนี้ : คุณจะเข้าไปซื้อหุ้นที่คุณไม่รู้พื้นฐานของมันและคุณจะขายไม่ทันแล้วคุณก็จะเป็นเม่าตัวหนึ่งที่ติดดอย
         ลองคิดงี้ดู
- รู้สึกดีที่คนอื่นได้ดีหรือที่เรียกว่า "มุทิตา" 
อีกอย่างคือ อย่าปรุงแต่งเอง!!! คุณปรุงแต่งไปเองว่าหุ้นตัวนั้นขึ้น คุณวาดภาพไปว่าหุ้นพวกนั้นขึ้นไปแล้ว ในใจคุณคิดไปเองทั้งนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าคิดไปเอง!! คุณจะลงทุนเด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้นคือคุณศึกษาเองมาอย่างดีแล้ว คุณจะไม่เชื่อใครทั้งนั้น คุณเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้ มั่นใจหน่อยครับ!!
    
     2. เวลาคนอื่นมาบอกว่าเค้ารวยจากนู่นจากนี่แล้วคุณจึงอยากทำตาม
         อันตรายจากการคิดแบบนี้ :  ถ้าคุณเข้าไปทำตามแต่คุณไม่เก่งในด้านนั้นคุณก็จะล้มเหลวเช่นเพื่อนที่มาบอกว่าเค้าขายของทางเน็ตแล้วรวย  คุณก็เลยไปขายบ้าง....ปัทโธ่!!!! คุณทำ WEB หรือ ทำ SEO เป็นเหมือนกับเขาเหรอไปทำตามเค้าน่ะ
         ลองคิดงี้ดู :
- รู้สึกดีที่คนอื่นได้ดีหรือที่เรียกว่า "มุทิตา"
- จริงเหรอ?? คนพูดเค้าเอาต้นทุนของใน stock ที่ขายไม่ออกมาเกลี่ยด้วยหรือไม่?? คนขายมักจะต้องตุนสินค้าดังนั้นเค้่าต้องมีที่ที่เก็บของที่ขาย...ที่สมัยนี้มันตารางเมตรเท่าไหร่แล้วน้าาาา??? เค้าเอาต้นทุนที่เกิดจากค่าแรงที่ต้องจ่ายให้ตัวเองหรือลูกน้องของเค้าเข้าไปหรือไม่?? เศรษฐกิจช่วงนี้ดีจังเซ็นทรัลมีคนเข้าเยอะตลอดเลยแต่ว่า...ตอนปี 40 นี่ เซ็นทรัลคนน้อยนะเท่าที่จำความได้อ่ะ?? หรือว่าสมัยนี้เศรษฐกิจดีจนใครก็ตามที่ทำอะไรที่ตัวเองเก่งก็สามารถรวยได้ทุกคนรึเปล่า??
- อย่าลืมที่จะอยู่ในสนามที่เราถนัดครับ

     3. เวลาหุ้นตัวเองไม่ขึ้นแต่หุ้นตัวอื่นทำไมขึ้นเอาๆ
         อันตรายจากการคิดแบบนี้ : ไม่มี แค่ไม่มีความสุข
         ลองคิดงี้ดู :
- รู้สึกดีที่คนอื่นได้ดีหรือที่เรียกว่า "มุทิตา"
- หยุดแล้วคิดก่อน....ทำไมไม่มองตอนที่หุ้นตัวเองขึ้นอยู่แล้วหุ้นคนอื่นไม่ขึ้นบ้างล่ะครับ...โลกเรามันไม่ได้หม่นหมองขนาดนั้น
-มั่นใจหน่อยพวก!! ว่าหุ้นตัวเองขึ้นแน่ สิ่งที่แตกต่างระหว่างนักลงทุนระยะยาวกับนักเก็งกำไรคือการที่นักลงทุนระยะยาวรู้แน่นอนว่าหุ้นตัวเองขึ้นแน่เพียงแต่เมื่อไหร่

     4. เวลาหุ้นขึ้นแล้วบอกว่าซื้อน้อยไป "รู้งี้"น่าจะซื้อเยอะกว่านี้
         อันตรายจากการคิดแบบนี้ : ไม่มี แค่ไม่มีความสุข
         ลองคิดงี้ดู :
- แค่อยากจะบอกว่าผมเกลียดคนพูดว่า "รู้งี้" ใครเค้ารู้อนาคตกันบ้างครับ   ถ้ารู้เค้าก็รวยกันหมดแล้วครับ 
- หาวิธีซื้อหุ้นที่ทำให้คุณไม่เสียดายเมื่อมันขึ้น และต้องเป็นวิธีเดียวกับที่คุณไม่เสียใจเมื่อมันลง  ผมบอกแล้วนะครับการลงทุนอย่ามองด้านเดียว   อย่าปรุงแต่งวาดภาพว่ามันขึ้นอย่างเดียว ผมแนะนำว่าตั้งราคาที่คุณต้องการซื้อแล้วซื้อครึ่งหนึ่งด้วยจำนวนเงินครึ่งหนึ่งครับ แล้วอีกครึ่งหนึ่งคุณค่อยหาจังหวะซื้อเอาเองอีกที

    5. เราถือหุ้นตัวหนึ่งที่เราตั้งราคาที่จะขายไว้ที่ราคาหนึ่งแต่เมื่อถึงจุดนั้นเราคิดว่าถือต่อไปอีก
        อันตรายจากการคิดแบบนี้ : ถ้าขายไม่ทันสุดท้ายเราอาจจะติดดอย
        ลองคิดงี้ดู :
- ผมไม่รู้วิธีคิดแก้ปัญหานี้ผมจึงไม่ดึงดันที่จะอยู่ในสนามเก็งกำไร แต่ถ้าใครอยากเก็งกำไรจะต้องขาย cut loss เป็น(cut loss คือการยอมขายขาดทุนที่จุดๆหนึ่งเพื่อไม่ให้ขาดทุนไปมากกว่านี้) และ ขายหมูเป็น(ขายหมูคือการยอมขายเพื่อเอากำไรน้อยดีกว่าขายไม่ทันเลย  ส่วนมากแล้วหลังจากขายไปแล้วราคาหุ้นมักจะขึ้นต่อไปอีก)
-ถ้าใครทำใจขาย cut loss กับ ขายหมูไม่ได้อย่าไปเล่นในสนามเก็งกำไรเลยครับ เสียเงินเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์กับการสร้างความมั่งคั่ง


เรื่องการตัดนิสัยโลภทิ้งนั้นต้องอาศัยเวลาฝึกและต้องมีพลังสมาธิสูงในการที่จะรู้ตัวเองณ ขณะหนึ่งว่าเรากำลังโลภอยู่หรือไม่ ผมคงไม่มีอะไรพูดสรุปวิธีการตัดความโลภอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ เพราะยิ่งพูดยิ่งเยอะ สิ่งที่พูดเหมือนเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ผมบอก trick ที่ดูตลกนิดนึงครับแต่เป็นวิธีที่ได้ผลมากๆเลยสำหรับผม นั่นคือการฝึกสมาธิโดยการท่องมนต์บทยาวๆ ขอย้ำนะครับว่าท่องมนต์ไม่ใช่อ่านมนต์ เพราะการท่องมนต์จะสร้างสมาธิให้เราขณะที่เราท่องอยู่(ส่วนตัวผมท่องพระคาถาชินบัญชรครับ)


                                        

Wednesday, November 27, 2013

วิวัฒนาการของบริษัทจนกระทั่งเข้าตลาดหุ้น

ขอพักเรื่องธรรมะก่อนครับแล้ววกมาเข้าเรื่องการลงทุนหุ้นหรือเรียกว่าลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บ้างดีกว่า  โดยบทนี้เป็นการเปิดเผยวิวัฒนาการของบริษัทหนึ่งตั้งแต่เริ่มก่อตั้งไปจนถึงเวลาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  โดยช่วงเวลาที่บริษัทเติบโตไปนั้นจะมาพร้อมกับตัวเลขมูลค่าบริษัทในรูปแบบต่างๆ ซึ่งผมอยากจะให้สังเกตเอาไว้(ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขสมมุติและเป็นกรณีตัวอย่างที่ไม่มีผลจากวิศวกรรมทางการเงินใดๆเกิดขึ้นเลย)

บทความนี้ยังมีข้อสังเกตที่น่าคิดสำหรับผู้ที่ชอบซื้อหุ้น IPO ที่ในปัจจุบัน(ปีพ.ศ. 2556)กำลังคลอดออกมาอย่างแพร่หลายด้วย

บริษัทหนึ่งเมื่อเริ่มก่อตั้งจะทำการรวบรวมบุคคลมาเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อที่ว่าจะได้มีทุนทรัพย์ในการทำเงินของบริษัท แรกเริ่มเดิมทีจะกำหนดขึ้นว่าบริษัทนี้จะมีกี่หุ้นแต่ละหุ้นมีค่าเท่าไหร่ ราคาหุ้นเริ่มต้นที่กำหนดตอนจดทะเบียนบริษัทเรียกว่าราคา PAR ถ้าจะพูดในเชิงบัญชีก็คือณ วันที่ก่อตั้งหุ้นตัวนี้จะมีมูลค่าหุ้นทางบัญชี(ฺBook Value) เท่ากับ 1 บาทถ้าสมมุติว่าราคา PAR ที่กำหนดคือ 1 บาท

ผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็เอาทรัพย์สินทุกชนิดไม่ใช่เฉพาะเงินสดมารวมกันแล้วแต่ละคนก็จะได้สัดส่วนการถือหุ้นกันไป

เมื่อทำธุรกิจไปเรื่อยๆในช่วงแรกๆถ้ายังหาลูกค้ามาซื้อได้ไม่มากพอที่จะกลบ Fixed cost ของตัวเองได้และถ้าเป็นอย่างนั้น(หาลูกค้าได้ไม่มากพอจนกำไรไปกลบ Fixed cost)ไปเรื่อยๆจนครบ 1 ปี สรุปบัญชีกำไรขาดทุนตอนสิ้นปีก็จะได้ว่าบริษัทขาดทุนมีความหมายว่ามูลค่าทางบัญชี ณ ตอนนี้คือน้อยกว่า 1 บาทต่อหุ้นแล้ว

สถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปจนปีที่ 5 (สายป่านยาวครับเลยอยู่รอดด้วยการขาดทุนถึง 5 ปี!! ระหว่างนี้มีการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมบางคนที่ทนไม่ไหวให้กับผู้ถือหุ้นคนอื่นที่ยึดมั่นในบริษัทด้วยราคา 0.75 บาทต่อหุ้น โดยปีที่ 1 -4 ขาดทุนทุกปีจนทำให้มูลค่าทางบัญชีเหลือ 0.3 บาทต่อหุ้น) บริษัทจึงเริ่มมีกำไรในปีนั้น บริษัทกำไรต่อเนื่องแบบนั้นไปอีก 5 ปี(ปีที่ 6 -10)ที่นี้แหละครับตัวเลขที่ขาดทุนมาตลอดในช่วง 5 ปีแรกจึงถูกแทนทีด้วยกำไรของ 5 ปีถัดมา มูลค่าทางบัญชีจึงกลับมาเท่ากับราคา PAR อีกครั้งหนึ่งคือ 1 บาทต่อหุ้น

เวลาถัดจากนี้ต่อไปอีก 10 ปีบริษัททำกำไรได้ตลอดทุกปีจนทำให้ Book Value ของบริษัทกลายเป็น 8 บาทต่อหุ้น  สิ้นปีที่ 10 บริษัทเห็นว่าอยากเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนจึงออกหุ้น IPO ด้วยราคา 13 บาทต่อหุ้นเนื่องจากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีมาก ให้สังเกตว่าราคาหุ้น IPO คือราคาตลาดที่เค้าประเมินออกมาเพื่อมาขายให้ประชาชนนะครับ และแล้วบริษัทนี้ก็ทำกำไรต่อไปอีก 1 ปี ผ่านไป 1 ปีหลังจากออก IPO เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก ราคาหุ้นในตลาดของบริษัทนี้จึงเหลือเพียงแค่ 7.5 บาทต่อหุ้นแต่มูลค่าทางบัญชีกลายเป็น 8.5 บาทต่อหุ้นแล้ว

สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อในที่นี้คือ

  1. สังเกตว่าบริษัทที่มีกำไรทุกปีนะครับที่อยู่มายิ่งนานวันเรื่อยก็จะมีมูลค่าทางบัญชีมากขึ้นแต่ไม่ได้หมายถึงราคาตลาดนะครับที่มากขึ้นตามเวลา(ขึ้นอยู่กับอารมณ์)
  2. ผมอยากให้แยกให้ออกว่าราคาตลาดกับราคาพื้นฐาน(มูลค่าทางบัญชี)มันคนละตัวกัน
  3. หุ้น IPO มักจะออกมาในช่วงที่ตลาดบูมเสมอ เพราะว่าเป็นช่วงที่ระดมทุนได้เยอะ ถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะเข้าใจว่าในหลายๆครั้งราคา IPO มักจะลดต่ำลงในช่วงแรกๆที่ออกมาเพราะว่ามันจะคอยวิ่งเข้าหาพื้นฐานอยู่เสมอ
  4. มูลค่าทางบัญชีก็คือ Book Value ครับ มีอัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องคือ P/BV คือราคาตลาดหารด้วยมูลค่าทางบัญชี
อันนี้เป็นพื้นฐานที่อยากให้รู้ก่อนสำหรับมือใหม่ที่อยากลงทุนในหุ้น(บริษัท) ซึ่งสำหรับหลายๆคนอาจจะรู้อยู่แล้วก็ขออภัยด้วยครับ ถ้ามีเรื่องไหนที่สงสัยในประเด็นเกี่ยวกับพื้นฐานหุ้นก็ถามผมนอกรอบได้ครับ ผมยินดี