Friday, September 25, 2015

ทฤษฎี "ต้นทุนคนเราเท่ากันทุกคน"

ผมคิดทฤษฎีนี้เอาเองครับ อาจจะไม่เชิงเป็นทฤษฎี แต่มีความเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองมากกว่า^^


ความคิดที่ว่า "ต้นทุนของเรามันเท่ากันทุกคน" อันนี้ผมเจอมากับตัวและอยากบรรยายมันออกมาให้ฟังครับ


ถ้าในโลกที่ "ตัวเงิน" เท่านั้นที่เป็นตัววัดต้นทุนเก่าเรา โลกนี้จะตรงข้ามกับโลกที่ผมจะพูดโดยสิ้นเชิง


ลองสังเกตเด็กเจนเนอเรชั่นปัจจุบัน ที่ทำงานมาแค่ระยะเวลาไม่นานมานี้(ปัจจุบันผมอายุ 29 ปี) เด็กยุคนี้ในสังคมของผมเอง นับได้ว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่รวยซะส่วนใหญ่ เราๆท่านๆเกิดมานี่แทบจะไม่เคยเห็นช่วงเวลาที่ทางบ้านลำบากซักเท่าไหร่เลย อย่างน้อยๆ เราเองยังจำไม่ได้เลยว่า "เคยลำบาก"


ส่วนใหญ่ถ้าวัดแค่เงินอย่างเดียว จะเห็นว่า "พวกเราแม่งมีทุนเยอะมากเลยว่ะ ชีวิตดี๊ดี Slow life สบายๆ"


โลกของผม ผมเองจะนับเอาสิ่งหนึ่ง มาเป็นต้นทุนเก่าของเราด้วย นั่นก็คือ "แรงบันดาลใจ"


พ่อแม่เรารวยหรือมีฐานะดีใช้ได้ ถามจริงๆเถอะว่า...พอเราทำงาน  เราเองจะมีจังหวะที่คิดว่า อยากทำงานหนักๆเพื่อให้มีเงินเยอะขึ้นมาเลี้ยงพ่อแม่ รึปล่าว.....คำตอบจากการถามจริงๆ และตอบอย่างไม่หล่อ คือ "เราไม่ได้มีความจำเป็นหรือต้องการเลยที่จะหาเงินเพื่อมาให้เงินเดือนพ่อแม่"


มีเงินเยอะเป็นต้นทุนก็จริง แต่ไม่มีแรงบันดาลใจ หรือ เหตุผลของการหาเงิน เท่านี้ก็จบเห่(คนนั้นก็จะมีต้นทุนอยู่ชนิดเดียวคือเงิน)


แต่สำหรับคนที่ทางบ้านไม่ได้รวย....สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น คือเค้าจะได้แรงบันดาลใจในการหาเงินมาทดแทนเงินทุนที่เค้ามีน้อย


แรงบันดาลใจสำหรับบางคนก็ชัดเจนมากเหลือเกิน มากจนไม่ต้องเสียเงินอะไรสักบาทในการตามหาแรงบันดาลใจที่แท้จริง


สำหรับคนที่ไม่มีแรงบันดาลใจ แต่กลัวไม่หล่อไม่สวย ก็จะคิดว่าตัวเองอยากได้นู่นนี่นั่น และไปเข้าใจผิดว่านั่นแหละคือแรงบันดาลใจที่แท้จริง


ความเห็นของผมคือ "มีแต่แรงบันดาลใจจากก้นบึ้งหัวใจที่แท้จริงเท่านั้น" ที่จะทำให้เรามีแรงขับดัน


ตัวผมเองไม่มีแรงบันดาลใจเลยยยยย

ตอนแรกคิดว่า "การไปท่องเที่ยว" แต่ก็ไม่แรงพอ คิดว่า "บ้าน" ก็ไม่แรงพอ เพราะพ่อแม่มีบ้านมากกว่า 1 หลังอยู่แล้ว พอคิดว่า "รถ" ก็ไม่ใช่อีก เพราะที่บ้านมีรถให้ใช้ พูดง่ายๆก็คือ นิสัยสมถะหรือประหยัดนั่นแหละ กลับกลายเป็นหอกทิ่มแทงชีวิตเราอยู่


ปัจจุบันนี้ผมเองยังหาแรงบันดาลใจแท้จริงไม่เจอครับ วิธีการของผมที่กำลังใช้อยู่คือ ใช้เงินที่เรามีมา "ลงทุน" หนักๆในการหาแรงบันดาลใจ และเรานำเงินนั้นไปจ่ายให้คลอบคลุมพื้นที่หลายๆด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านมืด และสว่าง.....ถ้าผมโชคดีและยังมีวาสนาที่จะรวยและประสบความสำเร็จ เงินผมคงไม่หมดซะก่อนที่จะหาแรงขับนั้นเจอ


ขอเป็นกำลังใจให้คนที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ยังหาแรงขับเคลื่อนที่จะดึงเราออกจาก Comfort Zone ไม่ได้นะครับ


การออกจาก Comfort Zone คือการที่เราทำสิ่งใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ให้มันแตกต่างไปจากวันก่อนหน้าที่เราจะประสบความสำเร็จ......เราไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะใช้วิธีการใน Zone เดิมไง เราต้องเปลี่ยนวิธีการและ "เด้ง" ออกจาก Zone สบายของเรา เพื่อที่จะเปลี่ยนตัวเองให้ประสบความสำเร็จ


อย่าลืมครับว่า มีแต่ "แรงบันดาลใจแท้จริงเท่านั้น" ที่จะทำให้เราออกจาก Zone สบายของเราได้


#คนมีปัญหาเรื่องเงินก็เพราะยังบริหารเงินด้วยวิธีเดิม เพราะฉะนั้นไปหาวิธีการบริหารเงินแบบใหม่ๆนะครับ ถ้าอยากไม่มีปัญหาเรื่องเงิน
#แค่นี้เอง


Thursday, September 24, 2015

ความประมาทเป็นหนทางสู่หายนะ

โลกของการลงทุน จริงๆผมมองว่า มีหลายปัจจัยมากที่จะตัดสินว่า คนคนนึง "ชนะ" ในเกมการลงทุนรึเปล่า


มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมายที่ คนมีเงินและก็ทรัพย์สินเยอะแยะ สุดท้ายต้องมาเจ๊งและสูญเสียเงินมากมายมหาศาล...แต่สังคมเราชอบอ้างว่า "เค้าลงทุนอะไรก็ประสบความสำเร็จนิ มันเพราะเค้ามีเงินทุนเยอะ"


คนส่วนใหญ่ไม่เคยนึกถึงวันที่คนรวยคนนั้นไม่ได้มีเงินเลย เผลอๆมีเงินเมื่อคิดเงินเฟ้อออกไปแล้วน้อยกว่าเงินของเราๆท่านๆในปัจจุบันซะอีก


ประเด็นคือเรามองแค่เงินหรือทรัพย์สินที่เรามีวันนี้ เราเองสามารถทำให้เงินเรา "โตเร็ว" กว่าคนที่รวยอยู่แล้วได้หรือเปล่า........ตังหากล่ะ........ ไม่ใช่อ้างว่าเค้ามีทุนเยอะเลยลงทุนง่ายกว่าเรา เหตุผลนี้สำคัญมาก....เป็นตัวบอกเราเลยว่า "อย่าลงทุนเพราะเห็นว่ารายใหญ่ทำอะไร" เช่นเห็นเค้าซื้อ Biglot ที่ราคานี้ก็เข้าใจว่าเป็นราคาที่ดีแล้ว แมงเม่ารายเล็กอย่างหลายๆคนก็แห่ซื้อตามๆกันไป อะไรทำนองนี้ อย่าลืมว่านักลงทุนไม่ได้ "โง่" คนที่ซื้อ Biglot อาจจะคิดผิดเมื่อเทียบกับคนที่ตัดสินใจขาย Biglot ก้อนนั้นให้กับคนซื้อก็ได้


การไม่ประมาท คือนิสัยที่ใช้ได้ทั้งชีวิตจริง และ โลกของการลงทุน


ผมเองเคยอ่านบทความจาก (ขออนุญาตเอ่ยที่มาของบทความ) Thaipublica ที่กล่าวถึงเรื่อง "ทำไมคนดีถึงนอกใจ" (คลิกตรงนี้เพื่อพาไปที่ Linkเป็นบทความที่สุดยอดมากจริงๆ


+ผมไม่คอรัปชั่นแน่ๆ ถึงลูกผมจะขับรถชนคนตายแบบคนในข่าวนั่น ผมก็จะไม่ติดสินบนเจ้าพนักงานแบบนั้นหรอก
+ผมไม่นอกใจชัวร์ 
+คนก่อเหตุนี่เลวจริงๆ ไม่รู้ว่าใจเค้าทำด้วยอะไรถึงได้ทำแบบนี้ได้ลงคอ

3ตัวอย่างที่ว่าคือคำพูดของคนดีทั้งหลายครับ  เป็นคนดีมากเลยที่กล้าพูดแบบนั้นได้ ติดตรงที่ว่าเค้าเป็นคนดีที่ประมาทไปนิดนึง.........เค้าแค่ไม่อยู่ในสถานการณ์ของคนที่คอรัปชั่น    คนที่นอกใจ    และคนที่ก่อเหตุ เค้าก็เลยพูดได้ครับ


ในโลกของการลงทุน ผมยกแค่ตัวอย่างเดียวคือ คนที่มั่นใจอย่างที่สุด กับความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางตลาด


เอาจริงๆ เราไม่มีทางรู้เลยนะครับว่าตลาดมันจะขึ้นหรือลง หรือยังไงกันแน่ ตัวอย่างที่เราพึ่งเห็นกัน เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ เหตุระเบิด ที่อยู่ดีๆก็เกิดขึ้นมาเฉยเลย จนทำให้ตลาดหุ้นที่ไม่ใช่ว่าทรงไม่ดีอะไรนะครับ แต่กลับหัวทิ่มรุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา (สิงหาคม ปี 2558)


ตลาดอยู่ดีๆก้อประเมินกันว่า "ราคาหุ้นถูกมากแล้ว" หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมงานบริหารเศรษฐกิจของประเทศ (กันยายน ปี 2558) ทั้งที่จริงๆแล้วแค่เปลี่ยนหน้าผู้บริหารแปบเดียวเอง ผลงานยังไม่ทันออกมาให้เห็นเลย


ผมยังคงยืนยันคำเดิมว่า "ไม่มีใครที่เดาตลาดได้ว่าจะขึ้นหรือลง" มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกตรงที่พวกเรา "ชอบ" หาทฤษฎีเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ และมนุษย์ทุกคนเป็นโรคจิตที่ชอบตีความและคาดการณ์อะไรๆโดยไม่รู้ตัวเสมอ ทั้งที่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นมา ไม่ได้ มีความจำเป็นต้องตีความหรือคาดการณ์ให้มันยุ่งยากเลยแม้แต่นิดเดียว คนโง่ๆซื่อบื้อๆก็สามารถลงทุนได้ดีกว่า คนที่พยายามหาเหตุผลว่า "ทำไมหุ้นตก" ได้ง่ายๆเลย


#วางแผนเงินกันให้ดีผมว่าสำคัญและรวยง่ายกว่าวางแผนลงทุนให้ปวดสมอง
#ขอให้โชคดี^^








Sunday, September 13, 2015

Ego...กับเรื่อง "กบในกะลา"

Blog วันนี้บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องของธรรมะ แต่อาจจะมีเนื้อหาด้านการลงทุนบ้างในช่วงท้าย


คนทุกคนมีจุดอ่อน เป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไรขอแค่ "ยอมรับ" ว่าเรามีจุดอ่อน  การยอมรับว่าเรามีจุดอ่อนอะไรเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นอัตโนมัติเลย โดยที่เราไม่รู้ตัวว่า "เราไม่เก่งอะไร" และเราไม่อยากยอมรับเรื่องที่ทำให้เรา "ดูไม่ดี" หรอกครับ


จุดอ่อนของคนแต่ละคน...ถ้ามองในแง่ดีคือเปรียบเสมือนดาบที่มันมี 2 คม จุดอ่อนหนึ่งอาจเป็นคมดาบที่คมมากๆ ถ้าเราเอาด้านคมมาใช้ แต่ก็ทื่อสุดๆถ้าใช้ผิดฝั่ง ตัวอย่างเช่น ผมเองเป็นนักคิดที่คิดได้ลึกซึ้งมาก ซึ่งข้อดีของมันคือคิดอะไรได้ซับซ้อนและลึกซึ้ง แต่ จุดอ่อนของคนที่คิดได้คิดดีคือ การไม่ค่อย "ทำ" เพราะคิดอะไรอย่างฉลาดในสมองของเราเยอะจนไม่ได้ทำอะไร


อย่าหล่อ และก็อย่าดูดีมาก ลองซื่อสัตย์กับตัวเองดู สุดท้ายเราอาจคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ที่จะพัฒนาตัวเอง ในโลกของเราเองเลยก็ได้


จุดอ่อนอันหนึ่งที่กลับเป็นคุณสมบัติที่เด่นได้ถ้าเอาด้านคมมาใช้คือ คนที่โง่และสมองช้า คนกลุ่มนี้ที่เลือกเอาด้านคมของดาบมาใช้คือเค้าจะกลายเป็นคนไม่มี Ego เป็นเหตุให้ฟังทุกคนที่สอนและนำเสนอ แต่ถ้าเค้าเลือกเอาด้านทื่อมาใช้ก็จะกลายเป็นคน "โง่แล้วอวดฉลาด" ต้องระวังมากๆเลยครับ (ผมเป็นคนซื่อบื้อมากๆๆๆ โชคยังดีที่ไม่ค่อยมี Ego เลยพอจะเอาตัวรอดไปวันๆได้)


ในทางพุทธไม่เคยใช้คำว่า "ฉลาด" กับ "ปัญญา" มาเป็นคำเดียวกันเลย


เรื่องราวของคนมีปัญญา ก็อาจจะเปรียบเปรยได้กับเรื่องราวของ "กบตัวนึง" ที่คอยกระโดดออกจากกะลาเล็กๆมาอยู่ใต้กะลาอันใหญ่กว่า กบตัวที่มีปัญญา ก็จะหาทางกระโดดออกจากกะลาที่ดูเหมือนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังหาทางกระโดดออกมาได้อยู่เรื่อย กบตัวนั้นจะเลิกค้นหาทางออกของกะลาอันนึงก็ต่อเมื่อกบรู้สึกว่า "กูฉลาดมากพอแล้วว่ะ" พอๆๆๆ ไม่จำเป็นต้องหาทางกระโดดอีกแล้ว


ขอยืมคำพูดในโฆษณาเบียร์สิงห์ ว่า "ถามตัวเอง ถ้าเป็นคนเก่ง จะเก่งกว่านี้ได้มั้ย ถ้าเป็นคนดี จะดีกว่านี้ได้อีกแค่ไหน"


ชีวิตคนเรามันก็ไม่มีอะไรมาก แต่ในความคิดของผมเองคิดว่า ชีวิตคงขาดสเน่ห์ ถ้าเรารู้และเก่งพอที่จะไม่ฟังและก็เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม


ผมเองเคยลงทุนหุ้นด้วยตัวเองมาก่อนที่จะทำธุรกิจ "ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล" ก่อนทำงานนี้ผมเองเคยคิดว่าความรู้เรื่องเงินของผมเองน่าจะอยู่ในระดับต้นๆก็ว่าได้ ถ้าจำกันได้ ผมเองเคยโพสต์หล่อๆว่า "ผมเลือกที่จะทำงานอะไรที่เราสามารถเป็นที่ 1 ในล้านคนได้ "  มาวันนี้ผมเองคงไม่กล้าพูดคำนั้น เพราะคนที่เก่งกว่าผมมีเยอะแยะมากมายเหลือเกิน


ขอจบท้ายด้วยคำว่าอย่าหล่อ(หรือสวย) มากครับ ยอมรับบ้างว่าเรามีข้อเสียยังไง
+++คนทำบุญหรือทำดีให้เราเห็นก็อาจจะแค่ "อยากดูดี"
+++คนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นก็อาจจะแค่ "อยากดูดี"
+++คนที่ไม่อยากบอกว่าตัวเองขายตรงหรือปิดการขายแบบ Force ลูกค้า ก็แค่เพราะว่า "ไม่อยากดูไม่ดี"
+++คนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลัง "ยอมแพ้" อยู่ด้วยการพูดอยู่บ่อยๆว่า "ปลงแล้ว" ก็แค่พูดให้ตัวเอง "ดูดี"
+++คนที่มี Ego ชัดๆแต่กล้าบอกว่าตัวเอง "ไม่มี Ego นะ" ก็แค่พูดให้ "ดูดี"
+++คนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี อันนี้คิดเอาเองครับว่า คนคนนี้จะ "น่ากลัวขนาดไหน"
+++คนที่บอกว่าไม่กลัวเมียหรือไม่มีชู้หรือไม่คอรัปชั่น คนคนนี้จะเป็นยังไงดีน้าาา
+++อ้อ!!! แล้วก็อย่าสับสนระหว่าง คนที่คอยพัฒนาตัวเอง กับ คนที่พอเพียง นะครับ เรื่องนี้น่ากลัวมาก เพราะคนที่เค้าไม่อยากพัฒนาตัวเอง มักจะอ้างว่า "แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว"
+++สุดท้ายอันนี้เจ๋งมากครับคือคนที่ขายประกันแต่บอกกับคนอื่นว่าเป็น "ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล" ก็แค่อยาก "ดูดี" ขึ้นมาบ้างเท่านั้นแหละครับ


##ที่ปรึกษาการเงินไม่ใช่คนที่เดาทิศทางหรือเดาอนาคตได้เก่งเลย คนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการลงทุน ในความคิดผมคือ เค้าน่าจะไม่เคยเดาตลาดหุ้นอย่างที่กูรูหรือนักวิเคราะห์เค้าทำกัน เราเองทำได้แค่เผื่อไว้ว่า "ขึ้นก็ดีหรือจะลงก็ดี" เท่านั้นเอง ไม่ต่างอะไรกับธรรมะของเรา

Friday, August 21, 2015

กับดักของการพยายามเป็นคนดีต่อผู้อื่น

งวดนี้เป็นเรื่องของธรรมะบ้างครับ เพื่อเป็นสติเตือนใจผู้คนที่เป็นคนดีต่อผู้อื่นแล้วทำให้ลึกๆแล้ว กลายเป็นคนไม่มีความสุขต่อตัวเอง


มนุษย์เรามีสัญชาตญาณลึกๆจริงๆ ที่ต้องการทำให้ตัวเองเป็นคน "ดูดี" ในสายตาคนอื่น ซึ่งถ้าเราทำตัวเป็นคนดีต่อคนอื่นแล้วมันไม่ได้ฝืนตัวเอง มันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่ถ้าเราได้รับการขอความช่วยเหลือแล้วเราปฏิเสธไม่ได้ ทั้งๆที่อยากปฏิเสธ กรณีนี้คือ "ปัญหา" แน่ครับ


กรณีศึกษา 1 เรื่องที่เป็นตัวอย่างของการที่เราพยายามเป็นคนดี ผมขอยกตัวอย่างเรื่องนี้ครับ

ผมเองเคยเป็นคนที่มีความต้องการช่วยเหลือคนอื่นอย่างมากในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้คน มันเป็นความเก่งอย่างเดียวเลยก็ว่าได้ที่ผมสามารถให้ความรู้เรื่องการบริหารเงิน

ผมเองพยายามนำเสนอและจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนอื่นแต่คนนั้นเค้าไม่เชื่อเรา....มันทำให้ผมเคยเป็นคนที่คิดมากว่า "โอ่ย!! อะไรวะเนี่ยคืออุตส่าห์แนะนำสิ่งที่ดีแต่ดันมาเข้าใจกูผิดซะงั้นว่ากูจะโน้มน้าวขายของ"

กับดักของคนที่หวังอะไรดีๆให้คนอื่น มันคือการผิดหวังและรู้สึกยอมแพ้

"ช่างแม่ง ไม่เอาแล้วเว่ย ไม่เห็นต้องแคร์" คำพูดพวกนี้แหละคือการบ่งบอกว่าเรากำลัง "ยอมแพ้"

คนเรามันยอมแพ้อยู่เรื่อยๆในหลายเรื่องแหละ เพียงแต่แค่ไม่อยาก "ดูไม่ดี" เลยไม่ยอมรับว่าเค้ายอมแพ้อยู่

ผมว่าคนดีไม่ดีมันวัดกันยากมาก

คิดอย่างไรบ้างถ้าสมมุติเราเห็นผักติดฟันเพื่อน แล้วเรากลัวว่าพอเราบอกเค้าไปแล้วเค้าจะรู้สึกไม่ดี เอาจริงๆถ้าเราไม่บอกเค้านี่แหละ เป็นการฆ่าเค้าทางอ้อม.....สรุปเพื่อนที่เตือนเราหรือเพื่อนที่ไม่เตือนเรา คนไหนคือคนดีครับ ถามง่ายๆ^^


Blog ที่เขียนอยู่นี่อาจจะเหมือนว่าผมบ่น...แต่ลองมองอีกมุมครับว่าผมแค่ยอมรับว่าตัวเองเคยเป็นอย่างนั้น และการที่ผมยอมรับและพูดมันออกมาเนี่ย จะดูดีไม่ดีในสายตาคนอื่นรึเปล่า เอาจริงๆครับคือไม่เห็นต้องแคร์เลยว่าคนอื่นจะคิดยังไง


แค่เราทำสิ่งที่เราเชื่อว่ามันดีต่อคนอื่นแล้วเลิกสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง เท่านี้ผมมองว่าเราก็กลายเป็นคนเกือบสมบูรณ์แบบได้แล้ว


#พักเรื่องหุ้นบ้าง
#ไม่ใช่เทพหุ้นครับ...ผมขาดทุนหุ้นเยอะมากในช่วงหุ้นขาลงที่ผ่านมา (แค่เราเสียให้น้อยแต่ได้ให้มาก)



Wednesday, August 19, 2015

YOU MAKE YOUR OWN DECISION!!!

1 ในทักษะที่สำคัญยิ่งกว่าดวงและการคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำของนักลงทุน สำหรับผมแล้วมันคือ "การตัดสินใจ"


วันนี้นึกครึ้มอยากเขียน blog หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่อง "Inside out" ว่าแล้วก็วิ่งไป Family mart ใกล้บ้านซื้อเบียร์ช้างมากระป๋องนึง กินเข้าไปปุ้บก็ถึงจุดสูงสุดที่อารมณ์ศิลปินมาเลยทีเดียว


ผมว่ามนุษย์โลกเราน่าจะเป็น 1 ในสิ่งมีชีวิตระดับจักรวาลที่สมองดีที่สุด (ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวให้เปรียบเทียบระดับสมอง) และสมองเองก็เป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์มากที่สุดเลยครับ มากจนเราจินตนาการไม่ออกเลยว่าการทำงานของสมองมันเป็นยังไงกันแน่ ซึ่งการทำงานของมันถึงขนาดที่ทำให้เราทำนู่นทำนี่โดยเราไม่รู้ตัวว่าทำอยู่ได้เลย


ก่อนหน้านี้ 1 วัน ผมดู 50 Shades of Grey มีประโยคนึงครับที่แม่ของนางเอกพูดกับนางเอก หลังจากที่นางเอกร้องไห้ในโทรศัพท์ให้แม่ได้ยิน
"ลูกต้องสัญญานะว่าลูกจะเก็บไปคิดตัดสินใจว่าจะมาหาแม่รึปล่าว?"


ดูผิวเผินคำพูดนี้เหมือนไม่มีอะไรครับ แต่ลองสังเกตในชีวิตของเราดูว่า "กี่ครั้งที่เราไม่ได้แม้แต่จะเริ่มเอาเรื่องที่คนถามให้เราตัดสินใจ มาคิดด้วยเหตุผลจริงๆก่อนที่จะตัดสินใจ?" แม่นางเอกรู้ถึงจิตใจมนุษย์ดีเลยว่าถ้าในอนาคตนางเอกไม่มาหาเนี่ยก็เพราะ "ตัวเองนั่นแหละ" ที่ไม่ยอมย้ำเตือนว่าให้ตัดสินใจว่าจะมาหรือไม่มาหา.....นางเอกอาจไม่ไปหาไม่ใช่เพราะตัดสินใจว่าจะไม่ไปหา แต่เธอแค่ไม่เอาเรื่องที่จะไปหามาตัดสินใจต่างหาก!!!


Inside Out พูดถึงเสียงในหัวเราเอง ซึงเสียงพวกนี้แหละมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงมากๆ ต่อการใช้ชีวิตของเรา ผมยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า ผมเองเคยมีเสียงเหมือนกัน เช่น
"ทำไมเค้าไม่เชื่อเราทั้งๆที่เราหวังดี"
"ไปขายเพื่อนคนนี้ เราล่ะกลัวจังเลยว่า เราอาจเสียเพื่อน"
"ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะขายคนนี้ได้"
"ทำไมมึงไปกันแล้วไม่ชวนกูวะ นี่กูไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มรึยังไง"
"รู้ทั้งรู้ว่าเราขายของชิ้นนี้แต่กลับไม่แคร์เราเลย ดันไปซื้อกับคนอื่นซะงั้น"


ผมโชคดีที่จับติดเรื่องพวกนี้ออกเลยสามารถแก้ปัญหาของชีวิตตัวเองได้เยอะมาก (ปล่อยวางและให้อภัยคนอื่น)....ตัวอย่างของเสียงในหัวแบบอื่นๆ  เช่น
"เห้ย!! มันก็แค่มาพูดโน้มน้าวเราแหละวะอย่าไปเชื่อมัน"
"ถ้ากูซื้อไรจากมันกูจะเหมือนโดนหลอกป่าววะ?"
"มันได้อะไรจากกูป่าววะ"
"ขายตรงอีกแหละ"
"ที่ปรึกษาการเงินมันคือตัวแทนประกันแน่ๆเลย"


คนเราไม่ตัดสินใจด้วยเหตุผลจริงๆก็เพราะเราไปฟัง "เสียงในหัว" ก่อนที่จะฟังเรื่องที่เค้าถามให้เราตัดสินใจ


หลังจากกระบวนการตัดสินใจผ่านไปแล้ว สิ่งที่จะทำให้เรากลายเป็นสุดยอดคนมากขึ้น คือการ "ยอมรับ" อย่างใจจริงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นไม่ว่าจะยังไงก็ตาม


คนส่วนใหญ่พอเกิดผลลัพธ์แย่ๆจากการตัดสินใจของตัวเอง ก็เริ่มตีโพยตีพาย บ่นว่านู่นนี่นั่น แต่ไม่เคยบ่นตัวเองเลย เค้าเรียกกิจกรรมที่ได้จากการบ่นก็คือ "การผลักภาระความรับผิดชอบให้คนอื่นหรือสถานการณ์อื่นๆที่บังเอิญมากระทบ" เช่น
"หูย รู้งี้ซื้อหุ้นตัวนั้นดีกว่า" 
"รู้งี้ซื้อ Health Insurance ไว้ก่อนที่จะป่วยดีกว่า"
"โธ่!! ถ้าไม่มีระเบิดนะ หุ้นที่เราพึ่งซื้อเมื่อวานคงไม่ร่วงลงมาแบบนี้หรอก"
"เนี่ย!! ดูซิที่หนูขับรถไม่เป็นซะทีก็เพราะว่าแม่นั่นแหละ ที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้หนูขับรถ"
"ผมทำงานพลาด เพราะพี่คนนั้นเค้าทำงานไม่เป็นและไม่ให้ความร่วมมืออ่ะ"


ผมมองว่าการตัดสินใจที่ดีเป็นคุณสมบัติชั้นยอดของการเป็นนักลงทุน เวลาเราลงทุนเราคงต้องถามตัวเองว่า
"เราตัดสินใจแล้วหรือยังว่าจะเพิกเฉยในวันที่หุ้นกำลังตกๆ  หรือว่า  เราเพิกเฉยไปกับการที่จะเอาเรื่องที่ว่านี้มาตัดสินใจว่าจะเพิกเฉยรึเปล่าด้วยซ้ำ"  


เป็นกำลังใจให้ทุกคน ในวันที่บรรยากาศการลงทุนแย่ๆครับ^^
+++ต่อจากนี้จะไม่บอกหุ้น เพราะหุ้นดีแต่ตัดสินใจไม่ดี ก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ อ่านเรื่องกับดักของการตัดสินใจ

+++ผมเป็นนักวางแผนเรื่องเงิน ผมช่วยเพื่อนผมไม่ได้จริงๆครับ กับการพยากรณ์ตลาดหุ้นให้แม่นยำในระยะสั้น





Friday, July 24, 2015

ความเมตตา...กับ การลงทุน

วันนี้ผมรู้สึกดีมากที่จะเขียน 2 บทความติดกันเลยคือ บทความนี้ และ เรื่อง สิ่งที่ผมกลัว


เมตตาบารมี เป็นอะไรที่สุดยอดและลึกซึ้งมากเลยครับ ( อ่านเพิ่มเติม เรื่องเมตตาบารมี )


ผมขอยกตัวอย่าง 2 เรื่องราวที่ผมซาบซึ้งกับเมตตาบารมี เผื่อจะช่วยให้พวกเราเห็นภาพประโยชน์ของบารมีนี้ครับ "ยังไงก็ตาม" อันนี้คือมุมมองของผมเอง แต่ละคนเลือกที่จะมีมุมมองต่อสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาครับ ไม่ว่ากัน ^_^


1. เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต

ครั้งหนึ่งผมเคยดื่มมาบ้าง ดื่มจนผมมโนไปว่าจะเป่าไม่ผ่าน ซึ่งหลังจากดื่มเสร็จสิ้นและพวกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน....ผมขับรถออกจากร้านและกำลังจะไปกลับรถ   ปรากฏว่าเจอด่านก่อนถึงที่กลับรถ

ด้วยความที่อะไรดลบันดาลไม่รู้ครับ...ตัวผมเองเลี้ยวโง่ๆ เข้าซอยไปก่อน วิ่งรถเข้าไปจนอยู่ดีๆ ก็เกิดไอเดียประหลาดว่า เออ!!! ก็ไม่เห็นยาก เราก็เรียกคนที่เดินในซอยนี้ที่ "ดูไว้ใจได้" สักคนนึง แล้วให้เค้าขับรถออกไปจนเลยด่าน และกลับรถไปฝั่งตรงข้ามได้ แล้วเราก็ตอบแทนบุญคุณเค้านิดหน่อยด้วย "เงิน" ไปครับ

ผมเจอเด็กคนนึงซึ่งผมเองต้องวัดใจว่าคนนี้จะเชื่อใจได้ไม่ปล้นเรา ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริง....สิ่งที่เจ๋งไปกว่านั้นคือพอกลับรถไปได้แล้วน้องคนนี้ไม่เอาเงินผมซักบาท ทั้งที่เค้าต้องเสียเวลาและกำลังในการขับรถและเดินข้ามฝั่งมาอีกรอบ

ผมอาจจะคิดไปเองนะว่าที่ผม "เจอ" น้องที่เป็นคนดี ไม่เป็นมิจฉาชีพ และการที่เค้า "เมตตา" ไม่เอาตังเรา รวมไปถึง เราเองที่คิดวิธีติงต๊อง ที่ทำให้ตำรวจไม่เป่าเราได้ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่เราทำประจำอยู่แล้ว คือ เมตตาปราณีคนอื่น

ผมคิดว่าคนเราฝึกเมตตาอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายแล้วมันไม่เคยสูญเปล่า มันต้องมีคนใจดีให้เรากลับเสมอ

อีกเรื่องคือการที่ผมได้ตั๋วหนังฟรีโดยที่เราจะให้ตังเค้าแล้วเค้าไม่เอาอยู่เรื่อยๆ เลยครับ งงมากๆ



2. เรื่องเกี่ยวกับการลงทุน

คดีความกับบริษัทที่เราลงทุนมันมักจะเป็นของคู่กันเสมอ

ผมจะให้ความสำคัญกับ "ท่าทาง" ที่เมตตาและอ่อนโยนของผู้บริหารที่ไปประชุมผู้ถือหุ้นมาก เป็น Factor หลักๆเลยของการประเมินว่า คดีความที่เกิดกับบริษัทนี้มันเป็นวิกฤตจริงรึเปล่า?

ผมเชื่อว่าความเมตตาของผู้บริหารบริษัทที่เราลงทุน จะช่วยให้ศัตรูปราณีเรา...ศาลเองก็ปราณีเรา จนสุดท้ายแล้ว คดีความก็จบลงด้วยดีเสมอ

ผมเองมีซื้อบริษัทที่โดนคดีความ แต่หลังจากที่ผมเข้าประชุม เลยรู้ได้ว่า "บริษัทเราน่าจะชนะคดีจริงๆ" เป็นเหตุให้ผมเองซื้อหุ้นบริษัทนี้เยอะมาก



แปลกดีนะครับ หวังว่าบทความนี้และก็แนวคิดแปลกๆพวกนี้ จะช่วยเรื่องการวางแผนลงทุน และ ก็เหนือสิ่งอื่นใดคือ "การวางแผนชีวิต" ด้วย เหตุผลก็คือการวางแผนการลงทุนที่ดี ไม่ใช่เรื่องเดียวกับ การวางแผนชีวิตที่ดีแม้แต่น้อย ลองคิดดู


ขอให้นักลงทุนทุกคนโชคดี!!!




สิ่งที่ผมกลัว

คนเราทุกคนมีความกลัวบางอย่างที่ฉุดความเจริญของชีวิตครับ...ในความคิดผมคือถ้าค้นให้เจอความกลัวที่แท้จริงแล้วมันจะ Break limit ของตัวเองมาก


ขอยกตัวอย่างตลกๆในเรื่องความกลัวของผมเองละกัน....ความกลัวของผมตลกมาก... คือ ผมเองกลัว "การเป็นที่โด่งดัง" กับ เคยกลัวว่า "การที่เราไม่สามารถทำให้สังคมสนุกได้"


ผมเองชอบคำพูดของวิทยากรคนนึงครับ...เค้าพูดว่าเราต้องคอย "ทำการบ้านกับจิตใจของคนอื่นและตัวเองอยู่เป็นประจำ"


การกลัวตัวเองดัง เป็น 1 ในเหตุผลที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในบางเรื่องเท่าที่ควร


ในความเห็นของตัวผมเองมองว่า วิธีการแก้ความกลัวประเภทนี้ คือตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า "ทำไมเราถึงกลัวดัง?"


ผมได้คำตอบว่าเพราะ ผมกลัวลึกๆมาตลอดว่าตัวผมเอง กลัวการขึ้นเวทีครับ (HAHAHA)


ทีนี้แหละถ้าจะ Break ออกจาก comfort zone คือเราหักดิบขึ้นเวทีมันซะเลย....ฝึกขึ้นเวทีและพูดอยู่เรื่อยๆซะ


อีก 1 เรื่องที่ผมใช้คำว่า "เคยกลัว" คือการกลัวว่าเราจะไม่สามารถทำให้คนอื่นสนุกสนานได้...อันนี้ผมเชื่อว่าผมแก้มันได้แล้วด้วยการหักดิบเล้ยยยย.....ไปหาเหล้ากินกับเพื่อนมันซะเลย (ถึงแม้ว่าจะกินเหล้าไม่เก่งเลยให้ตายเถอะ)


ผมคิดว่าคนเรามีจิตใจบางส่วนที่เป็นจุดอ่อน (ถ้าเราไม่หลอกตัวเองจนเกินไป) ซึ่งถ้าเราค้นหา "สิ่งนั้น" เจอนะครับ....นั่นแหละคือเราจะ Break limit ตัวเอง และพัฒนาความเก่งของตัวเองได้อยู่เรื่อยๆ


ผมเชื่ออย่างนั้น!!